ผู้เขียน: admin

สามีจับได้ภรรยามีชู้ ช็อคหนัก  เมื่อชู้คือพ่อของตัวเอง 

สามีจับได้ภรรยามีชู้ ช็อคหนัก  เมื่อชู้คือพ่อของตัวเอง 

เมื่อวันที่ 11 เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ 2566  เว็บไซต์ชื่อดังของประเทศจีนได้มีการเปิดเผยเรื่องราวชวนอึ้งของสามีภรรยาคู่หนึ่ง

ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกสังคมออนไลน์ของประเทศจีนเป็นอย่างมาก  โดยเรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อมีชายหญิงคู่นึงตัดสินใจที่จะแต่งงานกันและทั้งคู่ก็รักกันดีถึงแม้ว่าจะแต่งงานผ่านมานานถึง 2 ปีแล้วก็ตาม  

ในช่วงประมาณ ปีพ.ศ 2564   ทั่วโลกต้องเจอกับสภาวะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด  ด้วยความที่ลูกชายเป็นห่วงผู้เป็นพ่อจึงได้ตัดสินใจ ให้พ่อย้ายมาอยู่อาศัยด้วย

อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่ผู้เป็นพ่อได้เข้าย้ายมาอยู่กับลูกชายก็สามารถเข้ากับลูกสะใภ้ได้เป็นอย่างดีจนทำให้ลูกชายนั้นเกิดความไว้วางใจเพราะไม่มีปัญหาพ่อผัวกับลูกสะใภ้แต่ก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ

เนื่องจากว่ามักจะสังเกตเห็นว่าภรรยาของตนเองกับพ่อมีความสนุกสนานกันมากเป็นพิเศษ   แต่ฝ่ายชายก็ไม่ได้วิตกกังวลอะไรเพราะ เข้าใจว่าพ่อของตนเองคงเอ็นดูภรรยาเขาเหมือนเป็นลูกสาวของตนเอง

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในวันหนึ่งของเดือนกรกฎาคมปีพ.ศ 2564 เมื่ออยู่ดีๆฝ่ายชายก็เลิกงานเร็วจึงได้รีบกลับบ้านแล้วก็เจอภาพช็อค 

เมื่อพบว่าภรรยาของตนเองกำลังกอดจูบกับผู้ชายคนหนึ่งอยู่ภายในบ้านและสิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มรายนี้ต้องตกใจซ้ำและช็อคหนักเมื่อผู้ชายที่ภรรยาแอบนอกใจด้วยนะกลับกลายเป็นพ่อของเขาเอง 

อย่างไรก็ตามฝ่ายชายได้มีการแสดงตัวให้กับภรรยาและพ่อได้ทราบว่าเขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วซึ่งทางภรรยาในตอนแรกปฏิเสธแต่ก็จำนวนด้วยหลักฐานจึงให้การยอมรับและขอให้สามียกโทษให้ในขณะที่ผู้เป็นพ่อก็ขอให้ลูกชายยกโทษให้ภรรยาของตนเองโดยผู้เป็นพ่อยอมที่จะย้ายออกจากบ้านเพื่อให้ลูกชายและการภรรยาได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวอย่างมีความสุขต่อไป 

ฝ่ายชายใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาอย่างมีความสุขได้ไม่นานก็ไปเจอว่าภรรยาของตนเองเดินกระหนุงกระหนิงกับชายหนุ่มในลักษณะพิงศีรษะในที่สาธารณะและผู้ชายคนดังกล่าวก็ไม่ใช่ใครอื่น กลับเป็นพ่อของเขาคนเดิมนั่นเอง  ด้วยความเสียใจที่ถูกหลอกซ้ำสองทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจที่จะฟ้องภรรยาและพ่อของตนเอง

โดยมีการเรียกเงินค่าเสียหายเพื่อชดเชยความรู้สึกในครั้งนี้เป็นจำนวนเงิน 600,000 หยวนซึ่งทางด้านศาลก็ได้มีการพิจารณาความผิดของพ่อสามีกับลูกสะใภ้ว่ามีความผิดจริง  ดังนั้น ศาลจึงได้ตัดสินให้ผู้เป็นพ่อต้องจ่ายเงินชดเชยความรู้สึกให้กับลูกชายของตนเองด้วยจำนวนเงิน 150,000 หยวน 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    เคลียร์โปรตีน

ดราม่าโรงเรียนถูกร้องเรียนเป่านกหวีดเสียงดังช่วงเช้า 

ดราม่าโรงเรียนถูกร้องเรียนเป่านกหวีดเสียงดังช่วงเช้า 

กำลังกลายเป็นกระแสดราม่าในโลกออนไลน์เมื่อมีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งได้ออกมาโพสต์ระบุว่าตนเองนั้นเป็นอดีตประธานนักเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่ง

ซึ่งในขณะนี้โรงเรียนกำลังมีปัญหากับผู้อยู่อาศัยของหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งโดยทางโรงเรียนได้ถูกผู้อยู่อาศัยของหมู่บ้านทำการร้องเรียนว่าส่งเสียงดังสร้างความรบกวนให้กับผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้าน

สำหรับโรงเรียนที่กำลังเป็นกระแสดราม่าอยู่ในขณะนี้ชื่อว่าโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย โดยทางโรงเรียนได้ถูกผู้พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งเข้าทำการร้องเรียนว่าในช่วงเช้ามักจะมีการเป่านกหวีดส่งเสียงรบกวนผู้อยู่อาศัยจนได้รับความเดือดร้อน

ซึ่งผู้อยู่อาศัยนั้นทนกับปัญหาดังกล่าวมานานถึง 5 ปีแล้วและต้องการที่จะให้ทางโรงเรียนแก้ไขปัญหาดังกล่าว

อย่างไรก็ตามเจ้าของโพสต์ระบุว่าโรงเรียนที่กำลังเป็นกระแสในโลกออนไลน์นี้ได้มีการเปิดดำเนินกิจการมานานกว่า 30 ปีแล้วซึ่งตอนที่มีการก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ครั้งแรกนั้นบริเวณพื้นที่โดยรอบของโรงเรียนนั้นเป็นทุ่งนาและหมู่บ้านจัดสรรที่มีคนร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางเสียงนั้นพึ่งมาสร้างเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น

 ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นเจ้าของโพสต์มองว่าน่าจะเป็นปัญหาที่ตัวบุคคลเองเพราะก่อนที่จะมีการซื้อบ้านที่อยู่อาศัยนั้นก็ควรจะต้องมีการตรวจสอบสภาพแวดล้อมให้ดีเสียก่อนโดยก่อนที่จะซื้อบ้านทั้งผู้อยู่อาศัยก็ทราบดีอยู่แล้วว่าหมู่บ้านที่ตนเอง

 

จะซื้อนั้นอยู่ใกล้กับโรงเรียนย่อมมีปัญหาเรื่องของเสียงรบกวนอย่างแน่นอนแต่ผู้อยู่อาศัยก็ดึงดันที่จะซื้อดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมาร้องเรียนทางโรงเรียนเพราะการเป่านกหวีดของทางโรงเรียนนั้นเป่าในช่วงเช้าเพื่อเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้เด็กนักเรียนข้ามถนนเป็นการป้องกันระวังความปลอดภัยให้กับเด็กนักเรียนและคุณครูของโรงเรียนดังกล่าวทุกคน 

อย่างไรก็ตามเนื่องจากกรณีดราม่าดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้นท้ายที่สุดแล้วทางโรงเรียนก็ยอมถอยให้กลับผู้ที่ร้องเรียนคนดังกล่าวด้วยการที่จะเปลี่ยนจากการเป่านกควีนในช่วงเวลา 6 โมงถึง 7 โมงครึ่งมาเป็นการยกธงส่งสัญญาณทางการจราจรแทนเพื่อไม่ให้เกิดเสียงรบกวนต่อผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านจัดสรรซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียน

สำหรับวิธีการแก้ปัญหาของทางโรงเรียนที่ยอมถอยให้กับคนร้องเรียนโดยเปลี่ยนจากการเป่านกหวีดมาเป็นการใช้สัญญาณธงสีในการอำนวยความสะดวกให้กับเด็กนักเรียนและคุณครูเดินข้ามถนนนั้นก็เพื่อเป็นการป้องกันความขัดแย้งระหว่างโรงเรียนและชุมชนที่กำลังเกิดขึ้น เนื่องจากโรงเรียนและชุมชนนั้นต้องอยู่คู่กันไปอีกนาน หากเกิดความขัดแย้งกันแล้วชุมชนและโรงเรียนก็จะไม่สามารถพัฒนาไปด้วยกันได้

 

สนับสนุนโดย    huaylike เข้าสู่ระบบ

ครูแทบทรุด  ถูกเด็กนักเรียนชั้น ม. 2 ขโมยเงินไปเจ็ดแสน

ครูแทบทรุด  ถูกเด็กนักเรียนชั้น ม. 2 ขโมยเงินไปเจ็ดแสน

เมื่อวันที่ 18 เดือนธันวาคมปีพ.ศ 2566    หญิงวัย 46 ปีซึ่งปัจจุบันมีอาชีพรับราชการครูและสอนอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอห้วยคตจังหวัดอุทัยธานีได้เดินทางมาที่สถานีตำรวจ สภ. ห้วยคต เพื่อเเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเด็กหญิงวัย 14 ปีซึ่งกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนที่เธอสอนอยู่โดยเรียนอยู่ในระดับชั้นม 2 เนื่องจากว่าเด็กหญิงคนดังกล่าวได้เข้าไปขโมยเงินสดของครูสาวรายนี้เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 700,000 บาท 

จากการให้ข้อมูลของครูสาวระบุว่าเธอได้มีการกู้ยืมเงินมาจากเพื่อนบ้านนอกจากนี้ยังมีเงินเก็บที่ขายของได้โดยนำเงินจำนวนดังกล่าวมาเก็บไว้รวมกันซึ่งมีมูลค่าทั้งสิ้น 700,000 บาทซึ่งครูสาวได้เก็บเงินดังกล่าวเอาไว้ในโต๊ะภายในบ้านพักอยู่ชั้นล่าง 

อย่างไรก็ตามเธอได้ยินข่าวจากคนในหมู่บ้านว่าพบว่าเด็กหญิง ม. 2 ที่อาศัยอยู่บ้านที่ติดกับบ้านของเธอมีเงินมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

และยังมีเงินซื้อโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ iPhone แจกเพื่อนๆทำให้เธอสงสัยว่าเด็กหญิง ชั้น ม. 2 ที่อายุเพียงแค่ 14 ปีเท่านั้นไปเอาเงินมาจากไหนเนื่องจากครอบครัวของเด็กหญิงก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร 

นอกจากนี้เด็กหญิงชั้นม 2 ก็เคยมีประวัติเข้ามาลักทรัพย์ภายในบ้านของคุณครูคนดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งซึ่งครั้งนั้นมาขโมยเงินเป็นจำนวน 2,000 บาทและโชคดีที่คนในครอบครัวเห็นเหตุการณ์จึงได้เงินคืนกลับมาด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นทั้งครอบครัวของคุณครูสาวรายนี้สงสารเห็นว่าเป็นเพียงแค่เยาวชนเท่านั้นจึงไม่ได้ติดใจเอาความเพราะเด็กยังไม่ได้มีการเอาเงินไปใช้จ่ายที่สำคัญเด็กก็ให้การรับสารภาพและขอโทษแล้ว

อย่างไรก็ตามด้วยความสงสัยว่าเด็กหญิงม. 2 เอาเงินมาจากไหนไปเลี้ยงเพื่อนๆครูสาวจึงได้เข้าไปดูทรัพย์สินของตนเองว่ามีทรัพย์สินของตนเองภายในบ้านหายไปหรือไม่และก็ไปพบว่าเงินจำนวน 700,000 บาทที่ซุกซ่อนเอาไว้หายไปดังนั้นจึงได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ สภ. ห้วยคตเพื่อให้ช่วยตรวจสอบ  

    ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ได้มีการนำตัวเด็กหญิงวัย 14 ปีซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยเข้ามาสอบถามและเด็กหญิงก็ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้เข้ามาขโมยเงินดังกล่าวไปจริงโดยอาศัยจังหวะที่ครูสาวและคนอื่นๆอยู่หน้าร้านตัวเด็กเองแอบย่องเข้ามาภายในบ้านทั้งด้านหลังร้านและนำเงินไปให้แฟนหนุ่มจำนวน 600,000 บาทส่วนที่เหลือเอาไว้ใช้จ่ายกับตัวเองโดยมีการไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าและนำเงินไปซื้อโทรศัพท์ iPhone แจกเพื่อนๆ 

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามโทรศัพท์มือถือ iPhone กลับคืนมาและนำกลับไปขายคืนให้กับเจ้าของร้านได้แล้วโดยได้เงินคืนกลับมาทั้งสิ้นเป็นจำนวน 1.2 แสนบาทส่วนเงินที่เหลืออีกประมาณ 5.8 แสนบาทนั้นตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามหาเงินมาคืนเจ้าของ  ส่วนตัวเด็กวัย 14 ปีซึ่งเป็นคนขโมยเงินไปนั้นยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการดำเนินคดีกับเด็กหญิงคนดังกล่าวอย่างไร 

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย    โปรตีนจากพืช ลดน้ำหนัก ยี่ห้อไหนดี

ปู่พาหลานตรวจดีเอ็นเอเพราะกลัวสะใภ้มีชู้แต่คดีกลับพลิก 

ปู่พาหลานตรวจดีเอ็นเอเพราะกลัวสะใภ้มีชู้แต่คดีกลับพลิก 

    เมื่อวันที่ 13 เดือนธันวาคมปีพ.ศ 2566 มีเรื่องราวร้อนแรงเป็นกระแสดราม่าเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ของประเทศจีน 

โดยเรื่องราวดังกล่าวนั้นถูกเปิดเผยผ่านทางเว็บไซต์ CT want ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ที่มีคุณปู่รายหนึ่งไม่ค่อยชอบพฤติกรรมของลูกสะใภ้สาเหตุนั่นก็เพราะว่าเขาเกรงว่าลูกสะใภ้จะนอกใจลูกชายของตนเองเนื่องจากว่าลูกสะใภ้เป็นคนที่ต้องแต่งหน้าแบบจัดเต็มแต่งตัวสวยเพราะต้องทำงานที่โรงแรมที่มีชื่อเสียง 

     เนื่องจากว่าฝ่ายชายเกรงว่าภรรยาของตนเองอยู่ร่วมบ้านกับพ่อแม่แล้วจะไม่มีความสุขจึงได้พาภรรยาและลูกชายย้ายออกมาอยู่ที่อื่นซึ่งหลังจากนั้นชีวิตของครอบครัวนี้ก็เป็นปกติสุขเพราะฝ่ายชายเองก็มั่นใจว่าภรรยาของเขาไม่มีทางที่จะนอกใจเขาอย่างแน่นอน 

    อย่างไรก็ตามเกิดเรื่องราวไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อแม่ของฝ่ายชายเสียชีวิตลงดังนั้นเขาจึงจำเป็นที่จะต้องพาครอบครัวย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านหลังเดิมเพื่อไปดูแลพ่อที่เริ่มแก่ชราและสุขภาพร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงและเมื่อพาภรรยาและลูกกลับไปอยู่บ้านหลังเดิมเหตุการณ์การไม่ลงรอยกันระหว่างพ่อสามีกับลูกสะใภ้ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง

    เนื่องจากว่าพ่อสามีมั่นใจว่าภรรยาของลูกชายตนเองจะต้องมีชู้อย่างแน่นอนประกอบกับเพื่อนบ้านมักจะมีการทักทายชราอยู่เสมอว่าตัวชายชราเอง

กลับหลานชายนั้นหน้าตาไม่เหมือนกันทำให้ชายชราตัดสินใจที่พาหลานชายของตนเองไปทำการตรวจ DNA และผลก็ปรากฏว่า DNA ระหว่างชายชรากับหลานชายนั้นไม่ตรงกันดังนั้นเขาจึงได้กลับบ้านมาต่อว่าลูกสะใภ้ของตนเองโดยอ้างผลดีเอ็นเอว่าลูกสะใภ้ของเขานั้นมีชู้

     อย่างไรก็ตามฝ่ายลูกชายนั้นยังคงเชื่อมั่นในตัวภรรยาของเขาเองและคาดว่าผลการตรวจน่าจะมีอะไรผิดพลาดดังนั้นเขาจึงได้พาชายชราและลูกชายของเขาไปที่โรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจดีเอ็นเออีกครั้งและผลสรุปออกมาว่าตัวลูกชายกับหลานชายนั้นเป็นพ่อลูกกันจริงๆแต่ชายชรากับตัวลูกชายของเขานั้นกลับไม่ใช่พ่อลูกกันสร้างความช็อกให้กับชายชราเป็นอย่างมาก

    อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะรู้ว่าตนเองไม่ใช่ลูกชายที่แท้จริงของพ่อแต่ตัวเขานั้นก็ยังคงอยู่ดูแลพ่อของเขาเพราะเขายังเคารพรักพ่อของเขาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงส่วนชายชราเองเขาก็ยังคงอยู่กับความเศร้าเสียใจกับการที่เขาพยายามที่จะค้นคว้าหาความจริงเกี่ยวกับครอบครัวของลูกชาย

เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ถูกหักหลังคือตัวเขาเองและภรรยาที่ล่วงลับของเขาไปแล้วก็ไม่สามารถมาบอกเขาได้แล้วว่าเพราะที่แท้จริงของลูกชายของเขานั้นคือใคร 

 

 

สนับสนุนโดย    ole777

พนักงาน Call Center ของธนาคารนินทาลูกค้าแต่ลืมวางสาย

พนักงาน Call Center ของธนาคารนินทาลูกค้าแต่ลืมวางสาย

          กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์เนื่องจากว่ามีคลิปเสียงบทสนทนาของพนักงาน Call Center ธนาคารที่คุยกับลูกค้าชายถูกนำมาแชร์ใน Application tiktok โดยในคลิปมีการพูดติดตามเกี่ยวกับเรื่องของเอกสารซึ่งท้ายคลิปนั้นจะเห็นได้ว่าตัวลูกค้าที่เป็นผู้ชายจะมีการส่งเอกสารไปให้กับพนักงาน

ในวันนี้โดยมีการถามว่าถ้าหากส่งเอกสารวันนี้จะทันหรือไม่แต่พนักงาน Call Center ได้มีการปฏิเสธโดยระบุว่าส่งวันนี้เอกสารก็จะมีการส่งเรื่องในวันพรุ่งนี้อยู่ดีซึ่งในคลิปเสียงสนทนาก็เป็นการสื่อสารที่เข้าใจตรงกันระหว่างลูกค้ากับพนักงาน Call Center

      อย่างไรก็ตามหลังจากคลิปเสียงสิ้นสุดลงได้ไม่ถึง 2 วินาทีเนื่องจากว่าเจ้าของคลิปยังไม่ได้กดวางสายก็ได้ยินเสียง Call Center พูดกับบุคคลที่ 3

ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเพื่อน Call Center ด้วยกันโดยมีการพูดนินทาลูกค้าที่พึ่งวางสายไปซึ่งมีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมโดยลูกค้าธนาคารคนดังกล่าวยังคงฟังพนักงาน Call Center แอบซุบซิบนินทาตัวเองอยู่และได้มีการอัดคลิปเสียงเอาไว้หลังจากนั้นก็นำมาแชร์ในแอปพลิเคชั่น tiktok จนกลายเป็นประเด็นดราม่าเกิดขึ้น 

     อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่คลิปเสียงดังกล่าวถูกแชร์ในโลกออนไลน์และมีผู้เข้าไปฟังคลิปเสียงดังกล่าวเป็นจำนวนมากและมีการพูดถึงกรณีที่พนักงาน Call Center แอบนินทาลูกค้าหลังจากวางสายว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมทางธนาคารซึ่งเป็นธนาคารที่พนักงาน Call Center

ทำงานอยู่ก็ได้มีการติดต่อมายังลูกค้าคนดังกล่าวเพื่อทำการขอโทษและได้มีการแจ้งเกี่ยวกับบทลงโทษของพนักงานที่แอบนินทาลูกค้าโดยระบุว่าได้มีการสั่งพักงานพนักงานคนดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

    สำหรับความคิดเห็นของคนในโลกออนไลน์นั้นมองว่าพนักงาน Call Center อาจจะเหนื่อยล้าจากการทำงานมากเกินไปเพราะเป็นสายสุดท้ายที่จะต้องสนทนากับลูกค้าแต่ถ้าหากคิดจะนินทาลูกค้าก็ควรที่จะมีการตรวจสอบก่อนว่าตนเองวางสายลูกค้าไปแล้ว

หรือไม่เพราะหลายคนก็เข้าใจดีว่าการทำงานเป็นพนักงาน Call Center ที่จำเป็นที่จะต้องคุยกับลูกค้าทั้งวันนั้นค่อนข้างเหนื่อยและก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่มักจะมีการนินทาคนลับหลังซึ่งตัวเจ้าของคลิปเสียงซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพียงแค่นำมาโพสต์ใน tiktok ขำๆเพียงเท่านั้น

   ส่วนทางด้านชาวโซเชียลอีกกลุ่มหนึ่งกับมองว่าการทำงานเป็นพนักงาน Call Center นั้นควรจะต้องเต็มใจให้บริการลูกค้าไม่ว่าคุณจะให้บริการลูกค้าคนอื่นมาแล้วกี่สายก็ตามและไม่สมควรที่จะนินทาลูกค้าและทางธนาคารควรจะต้องมีการอบรมการให้บริการของพนักงานของตนเองให้ดีมากกว่านี้

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย    bk8

หมอเปิดประสบการณ์ 37 ปี เจอเคสตายแล้วฟื้นเกือบ 5,000 ครั้ง 

หมอเปิดประสบการณ์ 37 ปี เจอเคสตายแล้วฟื้นเกือบ 5,000 ครั้ง 

คำถามที่หลายคนคงเกิดความสงสัยว่าเมื่อคนเราตายไปแล้วเราจะไปที่ไหนกัน  จะมีนรกให้คนที่ทำความผิดและจะมีสวรรค์ให้กับคนที่ทำความดีได้ไปอยู่หรือไม่

 เราไม่สามารถที่จะหาคำตอบเหล่านี้ได้เลยเพราะเมื่อตายไปแล้วก็ไม่มีใครที่จะสามารถกลับมาบอกเราได้ว่าเรื่องราวดังกล่าวมันเป็นยังไงกันแน่ดังนั้นชีวิตหลังความตายจึงไม่สามารถมีใครที่จะพิสูจน์ได้  

มีหลายคนที่เชื่อว่าชีวิตหลังความตายนั้นมีจริงผู้คนจะยังคงไปในภพภูมิที่ดีถ้าหากว่าเลือกทำความดีและถ้าหากใครที่ทำความชั่วก็จะต้องไปเจอกับสถานที่ที่จะรอรับคนทำความชั่วนั้นคือนรกภูมินั่นเอง  แน่นอนว่าบางคนก็ไม่ได้เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายและไม่ได้มีความเชื่อเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด  

อย่างไรก็ตามมีนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งและเนื้องอก  ซึ่งนายแพทย์ท่านนี้เป็นชาวสหรัฐอเมริกาอาศัยอยู่ในรัฐแคนทัคกี้ชื่อว่า เจฟฟรีย์ ลอง  

โดยนายแพทย์รายนี้ได้ออกมาประกาศว่าเขาเชื่อในเรื่องโลกหลังความตายว่ามีอยู่จริงอย่างแน่นอนเนื่องจากว่าเขามีประสบการณ์ทางการแพทย์มาเป็นระยะเวลานานกว่า 37 ปี  ในการรักษาผู้คนเฉียดตายมาแล้วมากกว่า 5,000 เคส 

เว็บไซต์ อ็อดดิตี้เซนทรัล  ได้มีการเปิดเผยแนวความคิดของดร. เจฟฟี่เมื่อวันที่ 7 เดือนกันยายน ปี พ.ศ 2566  ซึ่งดร. เจฟฟรีย์  ลอง นั้นได้มีการศึกษาค้นคว้าวิธีการรักษาเกี่ยวกับโรคมะเร็งโดยใช้รังสี  ซึ่งด็อกเตอร์เจฟฟรีย์ ลอง นั้นได้รักษาคนไข้มาเป็นระยะเวลานานแล้วและจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ทำให้กับด็อกเตอร์เจฟฟรีย์ ลอง มีความเชื่อมั่นว่าชีวิตหลังความตายนั้นมีจริง

เมื่อดอกเตอร์เจฟฟรีย์ ลอง ได้เจอกับเคสของคนไข้รายหนึ่ง  เพราะคนไข้รายนี้ได้ตายไปแล้วแต่กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เรียกว่ามันคือประสบการณ์เฉียดตาย  นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดร. เจฟฟรีย์ ลองก็หมกมุ่นศึกษาเกี่ยวกับเรื่องคนตายแล้วฟื้นขึ้นมาได้   ดร. เจฟฟรีย์ ลอง ใช้ระยะเวลาหลายปีในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวของคนตายแล้วฟื้นโดยเขาได้เก็บรวบรวมข้อมูลและประสบการณ์มากมายซึ่งการศึกษานั้นได้มีการศึกษา Case มากกว่า 5,000 เคสเลยทีเดียว 

ดร. เจฟฟรีย์ ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาเคสนึงมาถึงเหตุผลที่ทำให้เขาเชื่อว่าชีวิตหลังความตายนั้นมีอยู่จริงนั่นก็เพราะว่ามีหญิงสาวรายหนึ่งได้หมดสติตอนที่กำลังขี่ม้าอยู่  และเธอก็ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแต่หลังจากที่หญิงสาวรายนี้ฟื้นขึ้นมาเธอสามารถเล่าถึงเหตุการณ์ที่อยู่ในฟาร์มม้าที่เธอหมดสติได้อย่างชัดเจนซึ่งเหตุการณ์ที่หญิงสาวรายนี้เล่านั้นเป็นเหตุการณ์ในช่วงที่เธอหมดสติ

ดังนั้น ดร. เจฟฟรีย์ จึงมีความเชื่อมั่นว่าถึงแม้คนเราจะเสียชีวิตไปแล้วแต่จิตวิญญาณจะออกจากร่างกายหยาบและยังสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวได้ และใช้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นชีวิตในรูปแบบหลังความตายนั่นเอง 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    huaydee

เจ้าแม่เงินกู้ปล่อยดอกเบี้ยโหดยืม 6,000 บาท ดอกเบี้ย 200,000 บาท 

เจ้าแม่เงินกู้ปล่อยดอกเบี้ยโหดยืม 6,000 บาท ดอกเบี้ย 200,000 บาท 

ในโลกออนไลน์ได้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งได้มีการโพสต์ขอความช่วยเหลือไปอย่างรายการโหนกระแส

ด้วยระบุว่าต้องการให้ทางรายการโหนกระแสประสานงานขอความช่วยเหลือจากตำรวจไซเบอร์เนื่องจากว่าเป็นผู้เสียหายที่ไปกู้เงินนอกระบบแล้วถูกเจ้าหนี้ทวงเงินโหดมีการคิดดอกเบี้ยแพงซึ่งปัจจุบันไม่สามารถที่จะหาเงินไปจ่ายหนี้ได้ดังนั้นจึงต้องการความช่วยเหลือให้ตำรวจไฟเบอร์เข้ามาจับกุมเจ้าหนี้นอกระบบในครั้งนี้

สำหรับเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อผู้เสียหายรายหนึ่งระบุว่าตัวเขาเองนั้นมีปัญหาด้านการเงินและได้มีการค้นหาข้อมูลการปล่อยเงินกู้นอกระบบผ่านทาง facebook หลังจากนั้นก็ได้มีการติดต่อไปยังคนปล่อยกู้โดยมีการยืมเงินอยู่ที่ 6,000 บาทและมีการตกลงเกี่ยวกับค่าดอกเบี้ยว่าจะมีการจ่ายดอกเบี้ยรายวัน

โดยจ่ายดอกเบี้ยวันละ 600 บาทซึ่งเงื่อนไขจะต้องจ่ายให้ครบภายใน 10 วันและในทุกๆวันนั้นจะต้องมีการจ่ายก่อน 4 โมงเย็นโดยเริ่มมีการทำสัญญาการกู้ยืมเงินกันตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 เดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ 2565 

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการที่ผู้เสียหายเมื่อกู้เงินมาแล้วไม่สามารถที่จะหาเงินไปคืนเจ้าหนี้ได้ทำให้ถูกคิดดอกเบี้ยเป็นจำนวนรวมแล้วถึง 226,920 บาท

ซึ่งประกอบไปด้วยค่าปรับที่มีการจ่ายเงินล่าช้าโดยถ้าหากวันไหนจ่ายช้าหลัง 4 โมงเย็นไปแล้วจะคิดค่าปรับเพิ่มชั่วโมงละ 50 บาทแต่ถ้าในวันไหนที่ไม่จ่ายเงินเลยและไปจ่ายในวันรุ่งขึ้นก็จะถูกคิดค่าปรับวันละ 500 บาท

อย่างไรก็ตามผู้เสียหายมองว่านับตั้งแต่มีการทำสัญญากู้มามีการส่งเงินมาโดยตลอดซึ่งตั้งแต่วันที่กู้จนถึงวันที่ 31 เดือนธันวาคมปีพ.ศ 2566 นั้นมีการจ่ายเงินรวมไปทั้งสิ้น 200,000 กว่าบาทแล้วซึ่งเกินกว่าเงินต้นที่ยืมไปหลาย 10 เท่าแล้วจึงไม่อยากที่จะต้องจ่ายเงินมากไปกว่านี้เพราะมองว่าดอกเบี้ยที่มีการปล่อยกู้นั้นแพงมากจนเกินไป

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้รับการประสานงานก็ได้มีการลงพื้นที่เพื่อทำการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวทันทีซึ่งมีการตรวจสอบพบว่าเจ้าหนี้เงินกู้โหดที่ได้รับการร้องเรียนมานั้นอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดชุมพรเป็นแก๊งปล่อยเงินกู้อันดับ 1 ของจังหวัดและมักจะชักชวนผู้คนให้มากู้ยืมเงิน

โดยจะปล่อยกู้ให้กับบรรดาสาวๆที่หน้าตาดีเพราะเวลาที่ทวงเงินมักจะมีการทวงถามได้ง่ายเหตุเพราะลูกค้าที่เป็นสาวๆมักจะกลัวถูกคุกคามและหากถูกโพสต์ประจำเกรงว่าตนเองจะต้องอับอายดังนั้นจึงมักจะมีการชำระเงินตรงเวลาไม่ต้องเสียเวลาทวงถามมาก 

สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้มีการเข้าครอบคลุมตัวแก๊งปล่อยเงินกู้เพื่อมาดำเนินคดีเนื่องจากทำผิดตามกฎหมายเพราะปล่อยเงินกู้แล้วคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินไป  

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย    หวยดี

เจ้าของร้านชาบูกุ้มใจหลังเปิดร้านกินแบบไม่จำกัดเวลา 

เจ้าของร้านชาบูกุ้มใจหลังเปิดร้านกินแบบไม่จำกัดเวลา 

    ธุรกิจ ที่กำลังมาแรงมากที่สุดในขณะนี้คงหนีไม่พ้นธุรกิจการทำชาบูหรือธุรกิจการทำหมูกระทะเพราะปัจจุบันนี้ไม่ว่าเราจะเดินทางไปที่ไหนตามตรอกซอกซอยต่างๆ

เราก็มักจะเห็นร้านเปิดขายหมูกระทะและขายชาบูกันซึ่งมีทั้งเจ้าเล็กและเจ้าใหญ่มากมายเต็มไปหมดโดยเราสามารถกินชาบูหมูกระทะในห้างสรรพสินค้าก็ได้หรือแม้แต่ตามริมถนนก็ได้เช่นเดียวกัน   

     ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของร้านชาบูหมูกระทะนั้นจะต้องมีโปรโมชั่นพิเศษมีสินค้าหลากหลายประเภทเพื่อเตรียมดึงดูดลูกค้านอกจากนี้ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือลูกค้าที่มาใช้บริการซึ่งจะมีมากมายหลายประเภทเลยทีเดียว 

     ตลอดระยะเวลาที่เริ่มมีธุรกิจชาบูหมูกระทะมานั้นจะเห็นได้ว่ามีลูกค้าเป็นจำนวนมากที่ถูกนำมาแชร์กันในโลกออนไลน์ว่ามีพฤติกรรมที่ทำให้เจ้าของร้านหมูกระทะหรือเจ้าของร้านชาบูนั้นค่อนข้างกลุ้มใจไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่กินไม่หมดแล้วกลัวที่จะโดนปรับนำของกินไปซุกซ่อนเอาไว้หรือบางคนก็เลือกที่จะแอบห่อกลับบ้าน 

   ล่าสุดได้มีเจ้าของร้านชาบูร้านหนึ่งเธอได้มาพบปัญหากลุ้มใจของเธอโดยเธอระบุว่าตัวเธอนั้นเปิดกิจการบุฟเฟ่ต์ชาบู

โดยที่ไม่จำกัดเวลาการกินของลูกค้าซึ่งร้านของเธอนั้นเป็นร้านขนาดไม่ใหญ่มากนักมีลูกค้าประจำที่มากินที่ร้านของเธออยู่กลุ่มหนึ่ง  ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มากินอาหารที่ร้านของเธอติดต่อกันมา 3 วันติดแล้วซึ่งในการมากินแต่ละครั้งนั้นก็มีการสั่งเนื้อเป็นจำนวนมากนอกจากนี้ยังใช้ระยะเวลาในการกินนานไม่ต่ำกว่าครั้งละ 5 ชั่วโมงอีกด้วย

       อย่างไรก็ตามเจ้าของร้านได้มีการระบุเพิ่มเติมได้ว่า เธอได้ตรวจสอบแล้วพบว่าลูกค้ากลุ่มดังกล่าวนั้นมีพฤติกรรมที่นั่งกินนานสั่งมาเยอะแล้วสักพักก็จะลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้วงคออ้วกและเมื่ออ้วกเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะกลับมานั่งกินคอซึ่งตัวเธอและพนักงานของร้านต่างก็พากันกลุ้มใจไม่รู้จะแก้ปัญหากับลูกค้ากลุ่มนี้อย่างไรดี 

    อย่างไรก็ตามหลังจากที่เรื่องราวของ  เว็บหวยดี    เจ้าของร้านรายนี้ถูกเปิดเผยลงในโลกออนไลน์ก็มีผู้คนให้คำแนะนำกับเจ้าของร้านเป็นจำนวนมาก

ซึ่งหลายคนแนะนำว่าเจ้าของร้านมีควรมีการออกกฎเกี่ยวกับเรื่องของการกินและแนะนำว่าควรจะต้องมีการ Blacklist ลูกค้ารายนี้ไม่ให้เข้าร้านหรืออาจจะมีการคิดเงินเพิ่มถ้าหากตรวจสอบแล้วพบว่าลูกค้ามารับประทานชาบูที่ร้านแล้วมีการล้วงคออ้วกก็จะคิดเงินค่าปรับประมาณ 100-200 บาทก็ได้เพราะหากที่ไม่ทำอะไรเลยเจ้าของร้านชาบูเองจะเป็นคนที่ขาดทุน อย่างแน่นอน 

เจ้าของร้านขายส้มตำฆ่าตัวตายยกครัว

เจ้าของร้านขายส้มตำฆ่าตัวตายยกครัว

       เมื่อวันที่ 13 เดือนธันวาคมปีพ.ศ 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจสภ. นิคมอุตสาหกรรมได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าให้มาดูห้องพักห้อง 1 เนื่องจากว่ามีกลิ่นเน่าเหม็นออกมาจากภายในห้องดังกล่าวซึ่งห้องพักที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบนั้นเป็นห้องพักที่เปิดเป็นร้านขายส้มตำ

   ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุก็รีบเดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุทันทีซึ่งไปถึงก็พบว่าล่ะห้องพักดังกล่าวที่เปิดเป็นร้านขายส้มตำนั้นได้มีการปิดล็อคเอาไว้

แต่เนื่องจากว่ามีกลิ่นเน่าเหม็นโชยออกมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้มีการงัดประตูเข้าไปด้านในเมื่อเข้าไปถึงด้านในก็พบว่าภายในห้องพักดังกล่าวนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวน 3 คนด้วยกันซึ่งเป็นเพศชาย 2 คนโดยแบ่งเป็นผู้ใหญ่ 1 คนและเด็ก 1 คนและเพศหญิงอีก 1 คนซึ่งคาดว่าทั้ง 3 คนนั้นจะเป็นพ่อแม่ลูกกัน

  ภายในบริเวณห้องพักที่พบศพนั้นพบว่ามีถังแก๊สอยู่ 1 ใบและยังมีเตาถ่านซึ่งมีการมอดแล้วอีก 1 เตาวางอยู่และห้องพักมีการปิดไว้อย่างมิดชิดไม่มีร่องรอยการต่อสู้แรมยังพบจดหมาย 1 ฉบับซึ่งเชื่อว่าเป็นจดหมายลาตาย  ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้มีการสันนิษฐานว่าทั้งหมดน่าจะตัดสินใจฆ่าตัวตายเนื่องจากว่าปัญหาพิเศษ

    อย่างไรก็ตามในจดหมายลาตายเบื้องต้นนั้นได้มีการเขียนขอโทษกับเหตุการณ์ในครั้งนี้นอกจากนี้ยังมีการระบุไม่ให้ใครไปตามหาญาติพี่น้อง

เพราะไม่อยากเป็นภาระของใคร  โดยในจุดหมายยังระบุว่าที่ตัดสินใจจบชีวิตทั้ง 3 คนในครั้งนี้เนื่องจากว่าไม่สามารถหาทางออกในชีวิตเจอได้เพราะมีปัญหาเศรษฐกิจจากการทำธุรกิจมาตั้งแต่ช่วงโควิดระบาดใหม่ๆแล้วเมื่อหาทางออกไม่ได้จึงได้ตัดสินใจจบชีวิตร่วมกันทั้ง 3 คน 

    สำหรับทางด้านเจ้าของห้องเช่าเองก็ได้ให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าไม่สามารถติดต่อกับทางผู้เช่าได้มาเป็นเวลาหลายวันแล้วโดยล่าสุดทางผู้เช่าได้มีการโทรศัพท์เข้ามาหาและร้องไห้โดยเล่าถึงปัญหาชีวิตที่เกี่ยวกับการขายของไม่ค่อยดีซึ่งทางผู้เช่าเองยืนยันว่าไม่ได้เคยมีการทวงค่าเช่าห้องแต่อย่างใดและยังเคยบอกว่าให้ผ่อนชำระค่าเช่าห้องได้

     นอกจากนี้ทางด้านเจ้าของห้องเช่ายังระบุด้วยว่า พบเห็นแก๊งทวงเงินนอกระบบเคยมาตามหาผู้เสียชีวิต ดังนั้นทางด้านเจ้าของห้องเช่าจึงสันนิษฐานว่าผู้เสียชีวิตอาจจะตัดสินใจจบชีวิตของตนเองเพราะต้องการหนีแก๊งทวงเงินนอกระบบก็เป็นไปได้ซึ่งเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการตรวจสอบสาเหตุของการฆ่าตัวตายอีกครั้งหนึ่ง 

  ส่วนทางด้านศพนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้มีการประสานงานติดตามหาญาติของผู้เสียชีวิตเพื่อมารับศพเพื่อไปประกอบทำพิธีทางศาสนาต่อไป

 

สนับสนุนโดย    หวยดี

ลูกสาวออกมาแฉ แม่ตนเอง รับเลี้ยงคนพิการแต่สุดท้ายนำทรมาน 

ลูกสาวออกมาแฉ แม่ตนเอง รับเลี้ยงคนพิการแต่สุดท้ายนำทรมาน 

 

มีสาวคนนึ่ง ได้ออกมาแฉแม่ตนเอง ที่เห็นแก่ได้ เงินค่ารับจ้างดูแลคนพิการ รายได้ 8,000 บาทต่อเดือน

แต่ กลับไม่ดูแลใยดีคนป่วยเลย มีการแชร์เรื่องราวนี้ลงวันที่ 29 มีนาคม 256ได้โพสต์เรื่องราว Video ลงทางโซเชียล tik tok สุดจะทนกับการกระทำของแม่ รับเลี้ยงดูคนพิการอัมพาตครึ่งซีก แต่กลับไม่ใยดี คนป่วยเลย ให้ข้าว บูดกิน หรือข้าวที่มีมด ขึ้นมาก่อ ก็ยังให้คนป่วยกิน พอคนป่วย ผู้พิการกินลงไปแล้วนั้น ก็ท้องเสียก็ถูก แม่ของผู้โพสต์ ตี ทำร้ายร่างกายจนร่างกายบอบช้ำ

เพราะว่าอุจจาระ บ่อยและ ท้องเสียก็โดนตีโดนว่าโดนด่า ตนเองเห็นการกระทำของแม่รู้สึกรับไม่ไหวจึงได้มาแชร์เรื่องนี้ ให้กับทุกคนได้รู้เผื่อมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

มารับตัวคนพิการไปดูแลแบบถูกสุขลักษณะอนามัย ซึ่งคนที่ พิการนั้น เป็นญาติพี่น้องกัน โดยซึ่งเธอนั้นเรียกคนพิการว่าน้าเห็น การกระทำแบบนี้ มาบ่อยครั้งแต่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้เพราะผู้เป็นแม่จะไม่ให้ยุ่ง ชาวบ้านก็เห็นกันจนเอือมระอา ไม่รู้จะพูดบอกเตือนยังไง ผู้เป็นแม่ก็ด่าไปหมดเลย ซึ่งผู้ป่วยพิการครึ่งซีก เครียด ถึงขั้น ยอมปิดชีพตัวเองมาแล้ว 2 ครั้ง

เพราะไม่อยาก อยู่บนโลกใบนี้ด้วยความทรมานแบบนี้ ซึ่งบางที น้าผู้พิการครึ่งซีก ยังต้องเดินไปเข้าห้องน้ำเอง ด้วยความลำบาก เพราะพิการครึ่งซีก ทำให้อุจจาระและปัสสาวะเรี่ยราดเต็มภายในบ้าน ก็ถูก แม่ที่ดูแล ทุกปีด่าเหมือนเดิมทุกครั้ง

จนครั้งนี้เธอเห็นว่าเป็นอันไม่สมควร จึงทน ไม่ไหวกับการกระทำจึงต้องการ ลงโซเชียล ให้หน่วยงาน ที่รับผิดชอบหรือดูแลช่วยเหลือ เข้ามาช่วยเหลือน้าผู้พิการไปรักษาดูแลอย่างถูกต้อง หลังจากที่เธอได้โพสต์เรื่องราวลงโซเชียลแล้วนั้น ก็มีหน่วยงาน พม. เข้ามารับน้าคนพิการครึ่งซีกไปรักษาดูแลเรียบร้อย

แต่เธอ กลับถูกไล่ออกจากบ้าน เพราะทำให้แม่ถูกด่า แม่รับไม่ได้ จึงด่าว่าเธอเสียๆหายๆสุดท้าย ก็ต้องไล่ให้เธอออกจากบ้าน เธอก็ยินดีที่จะไปหาบ้านอยู่ใหม่ แลกกับความยุติธรรมของน้าที่จะได้รักษาอย่างถูกต้องโดยที่ไม่ต้องทน กับความเจ็บปวดถูกด่าถูกว่าถูกตีและกินข้าวแบบอาหารครบ 5 หมู่

ไม่ต้องกินอาหารบูดแบบนี้เธอก็ยอมยินดีที่จะออกจากบ้านหลังนี้ เพราะถูกขับไล่เหมือนหมูเหมือนหมา สร้างความเดือดร้อนให้กับที่บ้าน เพียงเพราะเธอพูดความจริงกับสิ่งที่เห็นมาตลอด หญิงสาวคนนี้

ดูแล้วเธอก็เป็นพลเมืองดีคนหนึ่ง ที่คอยช่วยเหลือน้าคนพิการให้ได้อยู่แบบผู้ป่วยแบบถูกต้องสุขลักษณะของผู้ป่วยและมีผู้ที่ดูแลความสะอาดอย่างใกล้ชิดถึงเธอจะลำบากโดยที่ต้องออกมาหาบ้านอยู่นั้นเธอก็ยินดีและเธอก็แฮปปี้กับสิ่งที่เธอทำ

ส่วนเรื่องแม่เธอนั้น ในเมื่อไล่เธอออกจากบ้าน เธอก็ยินดี ที่ผลจะออกมาเป็นแบบนี้ ก็คงต่างคนต่างอยู่กันตามที่ผู้เป็นแม่ต้องการ เพราะผู้เป็นแม่นั้น พูด ใส่เธอว่าตัวปัญหา เธอจึง จึงออกมาอยู่คนเดียวเพื่อความสบายใจดีกว่า

 

สนับสนุนโดย    huaydee

Theme: Overlay by Kaira Extra Text
Cape Town, South Africa